ดัชนี Gunning Fog ช่วยบอกระดับชั้นการศึกษาที่ต้องใช้เพื่อเข้าใจบทความของคุณในรอบแรก ช่วยให้คุณปรับสำนวนให้อ่านง่ายขึ้นได้ทันที
Gunning Fog Index Score
Text Statistics
ดัชนี Gunning Fog Index คือเครื่องมือวัดว่าผู้อ่านต้องมีระดับการศึกษาประมาณไหนถึงจะเข้าใจข้อความของคุณได้ตั้งแต่รอบแรก ยิ่งใช้ประโยคสั้นกระชับและภาษาที่เข้าใจง่าย คะแนนก็ยิ่งดีครับ นักเขียนส่วนใหญ่เลยชอบใช้ตัวนี้เช็กงาน เพื่อเคลียร์ “หมอกควัน” หรือความกำกวมซับซ้อนออกไป ช่วยให้ผู้อ่านทั่วไปเกาะติดเนื้อหาได้ตลอดโดยไม่กดปิดหนีไปซะก่อน
Gunning Fog Index คืออะไร?
มันคือสูตรวัดระดับความง่ายในการอ่านที่ โรเบิร์ต กันนิง (Robert Gunning) คิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ปี 1952 โดยนำความยาวประโยคและสัดส่วนคำยากมาแปลงเป็นตัวเลขระดับชั้นเรียน ยิ่งคะแนนต่ำก็แปลว่ายิ่งอ่านง่าย ตัวเลขนี้เทียบเคียงกับปีการศึกษาในระบบโดยตรง ทำให้รู้ได้ทันทีว่าเด็ก ม.ต้น อ่านเข้าใจสบายๆ หรือต้องจบถึงระดับมหาวิทยาลัยถึงจะอ่านรู้เรื่อง
ใครเป็นคนคิดค้นสูตรนี้?
โรเบิร์ต กันนิง นักธุรกิจชาวอเมริกันเป็นคนสร้างสูตรนี้ขึ้นมาครับ เพราะเขาสังเกตเห็นว่าทั้งหนังสือพิมพ์และเอกสารธุรกิจในยุคนั้นชอบใช้ภาษาที่ยากเกินความจำเป็นจนคนทั่วไปอ่านไม่เข้าใจ ในช่วงทศวรรษ 1940 เขาเลยตั้งทีมวิจัยเรื่องความเข้าใจในการอ่าน ร่วมมือกับหนังสือพิมพ์และนิตยสารกว่า 60 ฉบับ พร้อมผลักดันให้คนทำงานหันมาเขียนแบบเคลียร์ๆ ตรงไปตรงมา เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจสารได้ทันที
วิธีคำนวณคะแนนทำยังไง?
คะแนนระดับชั้นเรียน = 0.4 × [ (จำนวนคำ ÷ จำนวนประโยค) + 100 × (คำยาก ÷ จำนวนคำทั้งหมด) ]
*คำยาก = คำที่มี 3 พยางค์ขึ้นไป (ไม่นับชื่อเฉพาะ คำเฉพาะทาง หรือคำที่มีการเติมส่วนท้ายทั่วไป)
- สุ่มยกตัวอย่างข้อความมาประมาณ 100 คำ
- นับจำนวนประโยค แล้วนำจำนวนคำหารด้วยจำนวนประโยค จะได้ความยาวประโยคเฉลี่ย (ASL)
- นับคำยากที่มีตั้งแต่ 3 พยางค์ขึ้นไป (ข้ามชื่อเฉพาะ คำที่มีขีดคั่น และคำกริยา 2 พยางค์) จากนั้นหารด้วยจำนวนคำทั้งหมดเพื่อหาเปอร์เซ็นต์คำยาก (PHW)
- นำค่า ASL บวกกับ PHW แล้วคูณผลลัพธ์ด้วย 0.4 จะได้ระดับชั้นเรียน: ระดับชั้นเรียน = 0.4 × (ASL + PHW)
- หรือใช้สูตรรวมแบบนี้เลยก็ได้: 0.4 × ((จำนวนคำ ÷ จำนวนประโยค) + 100 × คำยาก ÷ จำนวนคำทั้งหมด)
คะแนนแต่ละระดับบอกอะไรบ้าง?
คะแนนปกติจะวิ่งอยู่ระหว่าง 0 ถึง 20 เทียบเท่ากับระดับชั้นเรียนตามระบบการศึกษา คะแนนที่ 7 หรือ 8 ถือว่ากำลังดีที่สุดครับ ถ้าเกิน 12 จะเริ่มอ่านยากสำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป ส่วนเอกสารวิชาการระดับปริญญาโทขึ้นไปมักจะพุ่งเกิน 17
| คะแนน | ระดับชั้นเรียนที่เทียบเคียง |
|---|---|
| 6 | ประถมศึกษาปีที่ 6 (Grade 6) |
| 7 | มัธยมศึกษาปีที่ 1 (Grade 7) |
| 8 | มัธยมศึกษาปีที่ 2 (Grade 8) |
| 9 | มัธยมศึกษาปีที่ 3 (Grade 9 / ม.ต้น ปีสุดท้าย) |
| 10 | มัธยมศึกษาปีที่ 4 (Grade 10 / ม.ปลาย ปีแรก) |
| 11 | มัธยมศึกษาปีที่ 5 (Grade 11) |
| 12 | มัธยมศึกษาปีที่ 6 (Grade 12 / จบ ม.ปลาย) |
| 13 | มหาวิทยาลัย ปี 1 (College freshman) |
| 14 | มหาวิทยาลัย ปี 2 (College sophomore) |
| 15 | มหาวิทยาลัย ปี 3 (College junior) |
| 16 | มหาวิทยาลัย ปี 4 / จบปริญญาตรี (College senior) |
| 17 | ระดับบัณฑิตศึกษา / ปริญญาโท-เอก (College graduate) |
ถ้าเขียนบทความให้คนทั่วไปอ่าน แนะนำให้คุมคะแนนไว้ที่ 7 หรือ 8 นะครับ เด็ก ป.6 จะเข้าใจเนื้อหาระดับ 6 ได้เป็นอย่างดี ส่วนผู้อ่านวัยผู้ใหญ่จะอ่านเนื้อหาระดับ 8 ได้ลื่นไหลและสบายตาที่สุด
ทำไมความง่ายในการอ่านถึงสำคัญกับโลกออนไลน์?
บนหน้าเว็บ ถ้าเขียนอะไรที่เข้าใจยาก คนจะกดปิดหนีทันทีครับ ทั้งยอดการมีส่วนร่วมและอัตราการคลิกจะร่วงลงฮวบทันทีที่ภาษาที่ใช้ยากเกินระดับการศึกษาของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าคุณจะเขียนบทความให้เด็กหรือบุคลากรทางการแพทย์อ่าน การปรับคำให้เข้ากับระดับของคนอ่านคือหัวใจสำคัญที่ช่วยตรึงคนให้อยู่บนหน้าเว็บต่อ แทนที่จะเด้งออกไปกลางคัน
จะลดคะแนนให้อ่านง่ายขึ้นได้ยังไง?
เทคนิคง่ายๆ คือพยายามลดคำศัพท์หลายพยางค์ลง และเน้นเขียนประโยคสั้นๆ ด้วยภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ลองนำเนื้อหาหรือลิงก์ไปใส่ในเครื่องมือตรวจวัดความง่ายในการอ่านฟรีดูครับ คะแนนจะอัปเดตให้เห็นสดๆ เลย และที่ characterconverter.com การประมวลผลทั้งหมดจะทำงานบนเบราว์เซอร์ของคุณโดยตรง ไม่มีการเก็บข้อมูลข้อความไว้แน่นอน
- ซอยประโยคที่ยาวและซับซ้อนให้กลายเป็นประโยคสั้นๆ
- สลับคำศัพท์ยากๆ หลายพยางค์มาเป็นคำที่เรียบง่ายขึ้น
- ตัดคำศัพท์เฉพาะกลุ่มที่ไม่จำเป็นออกไปให้หมด
- ตรวจเช็กคะแนนซ้ำทุกครั้งหลังจากปรับแก้ข้อความ
ข้อจำกัดของวิธีนี้มีอะไรบ้าง?
เอาจริงๆ คำที่มีหลายพยางค์ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นคำเข้าใจยากเสมอไป ดัชนีนี้เลยอาจจะเผลอหักคะแนนคำศัพท์ธรรมดาๆ บางคำเกินจริงไปบ้าง ตัวกันนิงเองก็ตั้งใจให้สูตรนี้เป็นเพียงแนวทางตรวจเช็กคร่าวๆ ไม่ใช่กฎเหล็กตายตัว สุดท้ายแล้วเซนส์ในการเขียนของคุณเองสำคัญที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหานั้นจำเป็นต้องใช้ศัพท์เฉพาะทางที่ถูกต้องแม่นยำ
ในชีวิตจริงมีใครใช้ดัชนีนี้บ้าง?
กลุ่มนักวิจัยและวารสารการแพทย์ก็นิยมใช้กันครับ อย่างวารสาร Journal of X-Ray Science and Technology ก็กำหนดเลยว่าบทความต้องได้คะแนนต่ำกว่า 16 นักเขียนสายเทคนิค นักข่าว หรือแบรนด์ต่างๆ ก็นำไปใช้ตรวจเอกสารและบทความขายของเช่นกัน เพราะเอาเข้าจริง แม้แต่คุณหมอก็ยังชอบอ่านวารสารภาษาอ่านง่ายมากกว่าเปเปอร์วิชาการที่แน่นจนแทบหายใจไม่ออก
คำถามที่พบบ่อย
คะแนน Gunning Fog เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี?
ระดับที่กำลังพอดีคือประมาณ 7 หรือ 8 ครับ ถ้าพุ่งเกิน 12 เมื่อไหร่ ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกว่าอ่านยาก และอาจต้องใช้ความรู้เฉพาะทางจนคนทั่วไปเข้าไม่ถึง
Gunning Fog Index มีวิธีคำนวณอย่างไร?
สุ่มเลือกข้อความมาประมาณ 100 คำ คำนวณหาความยาวประโยคเฉลี่ย (ASL) หาเปอร์เซ็นต์คำศัพท์ยาก 3 พยางค์ขึ้นไป (PHW) นำมาบวกกัน แล้วคูณด้วย 0.4 ครับ
คะแนนยิ่งต่ำ แปลว่าเขียนดีกว่าเสมอไปไหม?
ถ้าเขียนให้คนทั่วไปอ่านก็ถือว่าใช่ครับ แต่ถ้าเป็นสายงานเฉพาะทางก็ยังจำเป็นต้องใช้คำศัพท์เฉพาะที่ถูกต้องอยู่ดี ให้มองดัชนีนี้เป็นไกด์ไลน์ช่วยเช็ก มากกว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ตายตัวครับ
ใครเป็นผู้คิดค้น Gunning Fog Index?
โรเบิร์ต กันนิง นักธุรกิจชาวอเมริกัน เผยแพร่สูตรนี้ในปี 1952 หลังจากพบว่าข่าวในหนังสือพิมพ์และเอกสารธุรกิจชอบใช้ภาษาคลุมเครือยุ่งยาก เขาจึงพัฒนาสูตรนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยให้คนสื่อสารในการทำงานได้เคลียร์ยิ่งขึ้น
เราสามารถตรวจเช็กข้อความออนไลน์ได้ไหม?
ตรวจได้สบายมากครับ แค่วางข้อความหรือใส่ URL ลงในเครื่องมือตรวจวัดความง่ายในการอ่าน ก็จะเห็นคะแนน Gunning Fog ได้ทันที บนเว็บ characterconverter.com ตัวระบบจะประมวลผลบนเบราว์เซอร์ของคุณโดยตรง ปลอดภัยแน่นอน
ทำไมวารสารทางการแพทย์ถึงให้ความสำคัญกับคะแนนนี้?
เพราะเขาต้องการกำหนดเพดานคะแนน (เช่น ต้องไม่เกิน 16) เพื่อให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อ่านเปเปอร์จนจบได้จริง ในทางปฏิบัติ บทความที่อ่านง่ายย่อมมีคนอ่านเยอะกว่าบทความวิชาการที่อัดแน่นจนเกินไปครับ