เครื่องมือวัดระดับความอ่านง่ายของฟรายช่วยประเมินระดับชั้นเรียนของเนื้อหา เพื่อให้คุณมั่นใจว่าคนอ่านจะเข้าใจสิ่งที่คุณเขียนได้จริงๆ

Enter Text

Paste or type content to calculate Fry readability grade level

0
Characters
0
Words
0
MIN READ
Text lengthEmpty

Fry Readability Score

🎓
Fry Reading Grade Level
0
Enter text to calculate

Text Statistics

S/100
Sentences per 100 words
0.0
SY/100
Syllables per 100 words
0.0
SEN
Sentences
0
WRD
Words
0

เครื่องมือวัดระดับความอ่านง่ายของฟราย (Fry Readability Calculator) จะช่วยประเมินระดับความยากง่ายของข้อความตามระดับชั้นเรียน (US Grade Level) โดยนับจากจำนวนประโยคและพยางค์ ไม่ต้องมานั่งคิดสูตรเลขยาวๆ ให้ปวดหัว Edward Fry คิดค้นวิธีนี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี 1968 และจุดเด่นคือยังคงใช้การดูจากกราฟแทนสูตรคำนวณล้วนๆ แค่สุ่มตัดข้อความมาสักสามตอน นับตัวเลขไม่กี่อย่าง แล้วจุดลงบนกราฟ จุดตัดตรงไหนก็คือระดับชั้นนั้นเลย เข้าใจง่ายมากถ้าอยากได้คำตอบแบบเคลียร์ๆ

ขั้นตอนที่ 1
เลือกข้อความ 3 ส่วน
ขั้นตอนที่ 2
นับจำนวนประโยค
ขั้นตอนที่ 3
นับจำนวนพยางค์
ขั้นตอนที่ 4
พล็อตลงบนกราฟ

เครื่องมือวัดระดับความอ่านง่ายของฟรายคืออะไร?

พูดง่ายๆ คือเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดว่าคนอ่านต้องมีความรู้ระดับชั้นไหนถึงจะเข้าใจข้อความนั้นได้อย่างราบรื่น Edward Fry เปิดตัววิธีนี้ในปี 1968 หลังจากทุ่มเทวิจัยเรื่องการอ่านมานานหลายปี แถมยังช่วยผลักดันโครงการส่งเสริมการอ่านเขียนในหลายประเทศทั่วโลกด้วย จุดที่ต่างจากเกณฑ์วัดอื่นๆ คือวิธีของฟรายจะดูผลลัพธ์ผ่านกราฟ แค่นับประโยคกับพยางค์แล้วดูว่าเส้นมาบรรจบกันตรงระดับไหน ไม่ต้องพึ่งพาพีชคณิตซับซ้อน แค่นับให้เป๊ะแล้วพล็อตจุดลงไปก็รู้เรื่องแล้วครับ

📊
จำนวนประโยคต่อ 100 คำ
ค่าเฉลี่ยของประโยคในทุกๆ 100 คำ
🎓
จำนวนพยางค์ต่อ 100 คำ
ค่าเฉลี่ยของพยางค์ในทุกๆ 100 คำ

กราฟของฟรายทำงานอย่างไร?

ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยตัวแปรหลักแค่ 2 ตัวในข้อความตัวอย่างขนาด 100 คำ นั่นก็คือ จำนวนประโยคและจำนวนพยางค์ พอได้ค่าเฉลี่ยจากข้อความตัวอย่างแล้ว ก็นำค่าทั้งสองไปมาร์กไว้บนแผนภูมิ จุดที่เส้นทั้งสองตัดกันก็จะบอกระดับชั้นเรียนให้ทันที คุณครูและบรรณารักษ์ชอบวิธีนี้มาก เพราะให้ผลแม่นยำโดยไม่ต้องปวดหัวกับการคำนวณยากๆ แค่พล็อตจุด อ่านค่าจุดตัด ก็เสร็จเรียบร้อย

วิธีใช้งานสูตรคำนวณของฟราย

  1. สุ่มคัดข้อความความยาว 100 คำออกมา 3 จุด คือ ส่วนต้น กลาง และท้ายของเนื้อหา
  2. นับจำนวนประโยคในแต่ละส่วน (ถ้าประโยคสุดท้ายยังไม่จบ ให้ประมาณค่าเป็นทศนิยมหนึ่งตำแหน่ง) แล้วหาค่าเฉลี่ยจากทั้ง 3 ส่วน
  3. นับจำนวนพยางค์ในแต่ละส่วน แล้วคำนวณหาค่าเฉลี่ยเช่นเดียวกัน
  4. พล็อตค่าเฉลี่ยทั้งสองลงบนกราฟ จุดที่เส้นทั้งสองมาตัดกันก็คือคะแนนระดับชั้นเรียนของคุณ

คะแนนระดับชั้นเรียนบอกอะไรเรา?

ถ้าค่าเฉลี่ยความยาวประโยคอยู่ที่ประมาณ 4.5 ประโยค และมีพยางค์ราวๆ 136 พยางค์ต่อ 100 คำ กราฟก็จะชี้ไปที่ระดับเกรด 8 (เทียบเท่า ม.2) จุดตัดนี้แหละคือคำตอบทั้งหมด ยิ่งใช้คำศัพท์ที่มีพยางค์เยอะหรือแต่งประโยคยาว ค่าก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปสู่ระดับยากขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าเขียนให้กระชับและใช้คำง่ายๆ ระดับคะแนนก็จะลดลงมา เหมาะกับผู้อ่านในระดับชั้นเริ่มต้น

ใครบ้างที่ใช้กราฟวัดความอ่านง่ายของฟราย?

แวดวงการศึกษาคือกลุ่มผู้ใช้หลักของกราฟนี้ ตั้งแต่สื่อการสอนชั้นประถมไปจนถึงตำราระดับมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังนิยมใช้ในวงการโฆษณา ธุรกิจ ประกันภัย ห้องสมุด สำนักพิมพ์ เอกสารทางกฎหมายและภาครัฐ การแพทย์ ไปจนถึงหน่วยงานทหาร เพราะทุกวงการต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือการสื่อสารที่ชัดเจน เมื่อไหร่ที่ผู้อ่านต้องการภาษาที่เข้าใจง่าย กราฟนี้จะช่วยเช็กความเหมาะสมได้เป็นอย่างดีก่อนที่คุณจะเผยแพร่งาน

วิธีปรับคะแนนความอ่านง่ายให้ดียิ่งขึ้น

✂️ ใช้คำศัพท์ง่ายๆ 💡 เขียนประโยคให้สั้นกระชับ ⚡ ใช้ภาษาพูดที่เป็นธรรมชาติ 📑 ตรวจสอบซ้ำหลังปรับแก้

พยายามเลือกใช้คำศัพท์ทั่วไปและประโยคสั้นๆ เพื่อให้สื่อสารได้ตรงประเด็นและเข้าใจได้เร็วขึ้น การใช้ภาษาพูดที่เป็นกันเองและคำศัพท์ในชีวิตประจำวันจะช่วยให้เข้าถึงผู้อ่านได้กว้างขึ้นโดยไม่ทำให้เนื้อหาดูตื้นเขิน การใช้เครื่องมือตรวจเช็กแบบเรียลไทม์ขณะแก้ไขงานจะช่วยประหยัดเวลาได้เยอะมาก ซึ่งฟังก์ชันใหม่ๆ บน characterconverter.com ก็ช่วยให้ปรับแก้งานได้รวดเร็วทันใจ ลองจัดจังหวะความสั้นยาวของประโยคให้หลากหลาย ตัดส่วนขยายที่ไม่จำเป็นทิ้ง แล้วอย่าลืมตรวจเช็กคะแนนซ้ำทุกครั้งที่ปรับแก้นะครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องมือวัดความอ่านง่ายของฟราย

มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้กราฟมักจะมีข้อสงสัยคล้ายๆ กัน เราเลยรวบรวมคำตอบตรงประเด็นมาให้ตรงนี้ จะได้ลุยต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องไปค้นหาที่ไหนเพิ่มครับ

ใครเป็นคนคิดค้นสูตรวัดความอ่านง่ายของฟราย?

Edward Fry เป็นผู้คิดค้นขึ้นในปี 1968 เขาเป็นนักวิจัยคนสำคัญด้านการอ่าน และมีบทบาทอย่างมากในการส่งเสริมทักษะการรู้หนังสือในหลากหลายประเทศทั่วโลก

ต้องใช้ข้อความตัวอย่างกี่ส่วน?

ต้องใช้ข้อความขนาด 100 คำทั้งหมด 3 ส่วน คือ ส่วนต้น กลาง และท้ายของเนื้อหา โดยต้องหาค่าเฉลี่ยของจำนวนประโยคและจำนวนพยางค์จากทั้ง 3 ส่วนก่อนนำไปพล็อตลงบนกราฟ

กราฟของฟรายครอบคลุมระดับชั้นไหนบ้าง?

ครอบคลุมตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย และยังนำไปใช้ตรวจวัดงานเขียนทุกประเภทที่เน้นความเข้าใจง่าย ไม่ได้จำกัดเฉพาะสื่อการเรียนการสอนเท่านั้น

เครื่องมือนี้ต่างจากการทดสอบความอ่านง่ายแบบอื่นอย่างไร?

ต่างจากวิธีอย่าง New Dale-Chall, Flesch Reading Ease หรือ Spache ตรงที่ฟรายจะใช้แผนภาพกราฟแทนการพึ่งพาสูตรคำนวณเพียงอย่างเดียว คุณสามารถนำมาใช้ตรวจเทียบกันเพื่อความมั่นใจได้ และ characterconverter.com ก็ช่วยให้คุณเปรียบเทียบผลลัพธ์แบบเคียงข้างกันได้อย่างสะดวกขณะปรับแก้งาน