Coleman-Liau Index ช่วยประเมินระดับเกรดการศึกษาของสหรัฐฯ จากจำนวนตัวอักษรและประโยค ให้คุณปรับเนื้อหาให้เข้ากับผู้อ่านได้อย่างรวดเร็ว
Coleman-Liau Index คือสูตรคำนวณระดับความอ่านง่ายของข้อความที่คิดค้นขึ้นเมื่อปี 1975 โดยประเมินว่าผู้อ่านต้องมีความรู้ระดับเกรดไหนในระบบการศึกษาของสหรัฐฯ ถึงจะเข้าใจเนื้อหานั้น สูตรนี้ใช้การนับจำนวนตัวอักษรแทนการนับพยางค์ ซึ่ง Meri Coleman และ T. L. Liau ได้คิดค้นร่วมกับสำนักงานการศึกษาของสหรัฐฯ เพื่อใช้ตรวจสอบหนังสือเรียน
Coleman-Liau Index คืออะไร?
พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด Coleman-Liau Index คือเกณฑ์วัดระดับความยากง่ายในการอ่านจาก Meri Coleman และ T. L. Liau ที่นำเอาจำนวนตัวอักษรและโครงสร้างประโยคมาวิเคราะห์ความยากของเนื้อหา จุดเด่นคือข้ามขั้นตอนการนับพยางค์ที่สูตรอื่นยังต้องใช้อยู่ไปเลย
งานวิจัยนี้เริ่มต้นมายังไง?
งานวิจัยของพวกเขาใช้ข้อความทดสอบ 36 ชุด ผ่านวิธีการที่เรียกว่า Cloze Testing หรือการให้เติมคำในช่องว่างเพื่อวัดความเข้าใจจริง ผลปรากฏว่าได้รับแบบตอบรับถึง 2,400 ชุด และมีการให้คะแนนคำละ 16 คะแนน โดยสูตรนี้มีค่าความสัมพันธ์ (Correlation) สูงถึง 0.92 เมื่อเทียบกับความเข้าใจในการอ่านจริง ความแม่นยำระดับนี้แหละครับที่ทำให้ผู้คนยังคงเชื่อมั่นในวิธีการนี้มาจนถึงปัจจุบัน
ดัชนีนี้ใช้วัดอะไรบ้าง?
ตัวสูตรจะดึงข้อมูลพื้นฐานแค่ 2 อย่าง แล้วแปลงออกมาเป็นระดับเกรดการศึกษาที่เหล่านักเขียนและบรรณาธิการนำไปใช้ต่อได้ทันที
- จำนวนอักษรเฉลี่ยต่อ 100 คำ
- จำนวนประโยคเฉลี่ยต่อ 100 คำ
0.0588 × (ตัวอักษร ÷ จำนวนคำ) × 100 - 0.296 × (ประโยค ÷ จำนวนคำ) × 100 - 15.8
นำค่าทั้งสองมาเข้าสูตร ก็จะได้ผลลัพธ์เทียบเท่าระดับเกรดของสหรัฐฯ ที่นำไปอ้างอิงและปรับใช้ได้ทันที
คะแนนที่ได้บอกอะไรคุณ?
ถ้าได้คะแนน 10 ก็หมายถึงระดับการอ่านของเด็กเกรด 10 (ประมาณ ม.4) ตัวเลขนี้เทียบเคียงกับระดับชั้นเรียนที่ต้องใช้ในการเข้าใจข้อความโดยตรง ทำให้คุณรู้ได้ทันทีว่าเนื้อหานี้เหมาะกับใครโดยไม่ต้องนั่งเดา
ทำไมต้องนับตัวอักษรแทนพยางค์?
งานวิจัยพบว่า ความยาวคำที่วัดจากจำนวนตัวอักษร สามารถทำนายความอ่านง่ายได้แม่นยำไม่แพ้การนับพยางค์เลย วิธีนี้จึงทำได้ง่ายกว่าและนำไปใช้จริงได้ดีมาก แถมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ยังนับตัวอักษรได้แม่นยำกว่าพยางค์เยอะ คล้ายๆ กับหลักการของ ARI เครื่องมือบน characterconverter.com ก็เลยนิยมใช้คณิตศาสตร์รูปแบบนี้ในการคำนวณ
ปัจจุบันนำไปใช้ในงานไหนบ้าง?
นิยมใช้กันเยอะในวงการการศึกษา การสื่อสารด้านสาธารณสุข และการทำคอนเทนต์ทั่วไปครับ เนื่องจากการวัดผลด้วยตัวอักษรให้ค่าที่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะใช้กับงานวิจัยวิชาการหรือเอกสารแนะนำสุขภาพ นักเขียนจึงปรับระดับภาษาให้เหมาะกับผู้อ่านได้แม่นยำขึ้น เอาจริงๆ ลองกดเช็กสั้นๆ ดูก่อนโพสต์งานยาวๆ ช่วยได้เยอะเลยครับ
ต่างจากแบบทดสอบอื่นยังไง?
ก็เหมือนกับ Flesch, Kincaid, Gunning fog, SMOG และ ARI ตรงที่ผลลัพธ์จะออกมาเป็นระดับเกรดการศึกษาของสหรัฐฯ แต่จุดที่เหมือนกับ ARI คือมันเน้นนับตัวอักษรไม่ใช่พยางค์ แถมยังออกแบบมาให้คำนวณจากเอกสารสิ่งพิมพ์ได้ง่าย โดยไม่ต้องพึ่งระบบวิเคราะห์พยางค์แบบซับซ้อนหรือใช้ OCR หนักๆ ก็ได้คะแนนที่เอาไปใช้งานได้จริงแล้ว
คำถามที่คนมักสงสัยกัน
ใครเป็นคนคิดค้น Coleman-Liau Index?
Meri Coleman และ T. L. Liau เป็นผู้คิดค้นขึ้นในปี 1975 โดยร่วมมือกับสำนักงานการศึกษาของสหรัฐฯ ในการวิเคราะห์หนังสือเรียน เพื่อให้โรงเรียนประเมินความยากของบทเรียนได้ด้วยตัวเลขระดับเกรดที่ชัดเจน
สูตรนี้แม่นยำแค่ไหน?
สูตรนี้มีความสัมพันธ์กับระดับความเข้าใจจริงสูงถึง 0.92 ในงานวิจัยที่ใช้ Cloze test ซึ่งเป็นผลลัพธ์มาจากการทดสอบข้อความ 36 ชุดอย่างละเอียด และมีผู้ตอบแบบทดสอบจำนวนมาก
คะแนนเท่ากับ 10 หมายความว่าอย่างไร?
หมายถึงระดับเกรด 10 (ม.4) ครับ คะแนนจะตรงกับระดับชั้นที่ต้องใช้ในการเข้าใจเนื้อหา ดังนั้นเลข 10 จึงบอกว่านักเรียนเกรด 10 ทั่วไปสามารถอ่านบทความนี้ได้แบบสบายๆ
ทำไมระบบคอมพิวเตอร์ถึงชอบใช้ดัชนีนี้?
เพราะคอมพิวเตอร์นับจำนวนตัวอักษรได้ง่ายและแม่นยำกว่าการนับพยางค์มากครับ ตัวโปรแกรมต้องการแค่ขอบเขตของตัวอักษร คำ และประโยค โดยไม่ต้องมานั่งแยกพยางค์หรือใช้ระบบ OCR หนักๆ เลยทำให้คำนวณผ่านโปรแกรมได้อย่างรวดเร็ว
ใช้ประโยชน์ในงานการศึกษาและงานการแพทย์ได้จริงไหม?
ใช้ได้จริงแน่นอนครับ ทุกวันนี้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั้งในงานการศึกษา สื่อสารการแพทย์ และการสร้างคอนเทนต์ เพื่อให้เนื้อหาตรงกับระดับของผู้อ่าน ซึ่งคุณสามารถใช้เครื่องมือเช็กฟรีบน characterconverter.com เพื่อตรวจระดับความยากก่อนส่งต่องานได้เลย